วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การออกกำลังกายตามหลักศาสนาอิสลาม


        


           
          การออกกำลังกายและการเล่นกีฬา เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ท้าทายความสามารถและสร้างสุขภาพที่ดีให้กับมนุษย์ คนทุกเพศทุกวัยล้วนต้องการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะนำสิ่งที่ดีๆ มาให้อย่างมากมาย นอกจากจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสมรรถภาพทางกายและสุขภาพที่ดีแล้ว ยังมีบุคลิกภาพที่ดี รูปร่างที่สง่างาม จิตใจที่แจ่มใส อารมณ์ที่ดี มีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น มีไหวพริบและสติปัญญาที่ดีอีกด้วย

          ศาสนาอิสลามมิได้ห้ามในการออกกำลังกายหรือการทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ทว่าอิสลามนั้นส่งเสริมสนับสนุนให้มุสลิมออกกำลังกาย และเล่นกีฬาที่ยังผลประโยชน์แก่ตนเองและสังคม และท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล) ก็ส่งเสริมให้เยาวชนฝึกปรือในเรื่องของการยิงธนู มวยปล้ำและการใช้อาวุธอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในการปกป้องมาตุภูมิในยามถูกรุกรานได้อีกด้วย

          ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้มุสลิมเล่นกีฬาออกกำลังกาย และถือว่าการเล่นกีฬาเป็นอิบาดะฮ หากมีการตั้งเจตนาในการเล่นเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง หรือเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการภักดีต่ออัลลอฮ ทั้งยังส่งเสริมให้มุสลิมรู้จักการบริหารเวลาในชีวิตประจำวันโดยให้รู้จักแบ่งเวลาสำหรับการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ และแบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ศาสนาอิสลามห้ามการหลงใหลในกีฬาอย่างบ้าคลั่ง หรือห้ามการเล่นที่เลยเถิดหรือเกินขอบเขตจนละเมิดสิ่งวาญิบอื่นๆ ที่สำคัญกว่า เช่น เล่นจนเลยเวลาของการอิบาดะฮ หรือกระทบต่อภาระหน้าที่ของตนเองที่ต้องรับผิดชอบ

     ทัศนะอิสลามเกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกาย


          ศาสนาอิสลามเป็นวิถีแห่งชีวิต บุคคลที่นับถือศาสนาอิสลามทุกคนจะต้องเอาหลักศาสนาอิสลามมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งคำว่ามุสลิมเป็นการเรียกบุคคลที่นับถือศาสนาอิสลามหมายถึงบุคคลที่มีความนอบน้อมและยอมจำนนต่ออัลลอฮ มุสลิมจะปฏิบัติในสิ่งที่เป็นความประสงค์ของอัลลอฮอย่างเคร่งครัด ซึ่งแนวทางที่มุสลิมต้องปฏิบัตินั้นอาศัยพื้นฐานจากหลักการอิสลาม ประกอบด้วยหลักการศรัทธา และหลักศาสนบัญญัติ ดังนี้

1.   หลักการศรัทธาในอิสลามมี 6 ประการ ดังนี้

1.1         การศรัทธาต่ออัลลอฮ เป็นความเชื่อว่าพระองค์เท่านั้นคือผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงบริหารจักรวาล สรรพสิ่งทั้งมวลล้วนอยู่ในอำนาจของพระองค์ และพระองค์ทรงสามารถเหนือทุกสิ่งอย่าง รวมถึงการยอมรับคุณลักษณะการเป็นพระเจ้าที่พึงสักการบูชาและสวามิภักดิ์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น จะเอาใครหรือสิ่งใดมาเคารพสักการะเทียบเท่าพระองค์ไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนี้จะถูกกล่าวออกมาในคำปฏิญาณตนของมุสลิมว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮหมายความว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ
1.2         การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ (เทวทูต) เป็นความเชื่อว่ามะลาอิกะฮนั้นมีจริง ซึ่งมะลาอิกะฮนั้นคือสิ่งถูกสร้างที่รี้ลับประเภทหนึ่งของอัลลอฮที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาจากรัศมี มะลาอิกะอไม่มีเพศ ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่หลับ ไม่นอน ไม่มีบิดา ไม่มีบุตร ไม่มีภรรยาและสามี มะลาอิกะฮมีพลังมาก สามารถทำทุกอย่างตามบัญชาของอัลลอฮ ไม่ขัดขืนคำสั่งของพระองค์ เป็นบ่าวของอัลลออที่มีเกียรติยิ่ง ทำแต่ความดี ไม่ทำความเชื่อ มะลาอิกะฮมีจำนวนมาก ไม่มีใครทราบนอกจากอัลลอฮเท่านั้น
1.3         การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ เป็นความเชื่อว่าอัลลอฮได้ทรงประทานบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ลงมาแก่มนุษย์โลกในยุคต่างๆ โดยผ่านศาสนทูตทั้งหลาย พระองคืได้ทรงบัญญัติไว้ในคัมภีร์เหล่านั้นเกี่ยวกับหลักศรัทธา การสักการะภักดี รวมทั้งกฏเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับการจัดระเบียบชีวิตมนุษย์ และสร้างความผูกพันอันพึงมีต่อพระผู้เป็นเจ้าในรูปแบบที่พระองค์ทรงเห็นชอบ คัมภีร์ที่สำคัญมี 4 ฉบับ ได้แก่ คัมภีร์เตาร๊อตที่ประทานให้แก่ศาสดามูซา คัมภีร์อินญีลที่ประทานให้แก่ท่านศาสดาอีซา คัมภีร์ซะบู๊รที่ประทานให้แก่ท่านศาสดาดาวู๊ด และคัมภีร์อัลกุรอานที่ประทานให้แก่ท่านศาสนฑูตมูฮัมหมัด
1.4         การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต เป็นความเชื่อว่าอัลลอฮได้ทรงแต่งตั้งมนุษย์จำนวนหนึ่งเป็นศาสนฑูตเพื่อทำหน้าที่เผยแผ่ เชิญชวนมนุษย์ทั้งหลายในยุคต่างๆสู่การยอมรับในหลักคำสอน และเคารพภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้แจ้งข่าวดีถึงการตอบแทนและสรวงสวรรค์สำหรับผู้ทำความดี และการลงโทษหรือนรกสำหรับผู้ที่ปฏิเสธและทำชั่ว
1.5         การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ (วันปรโลก) เป็นความเชื่อว่าหลังจากความตายแล้วยังมีอีกภพหนึ่งซึ่งเป็นโลกที่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ชั่วนิจนิรันดร์กาล โดยมนุษย์ทุกคนจะต้องถูกสอบสวนเพื่อตอบแทนผลกรรมที่ประกอบเอาไว้ ดังนั้นผู้ใดเชื่อฟังและปฏิบัติตามที่บรรดาศาสนฑูตของพระเจ้าสั่งสอนไว้เขาย่อมได้เข้าสวรรค์ ส่วนผู้ใดปฏิเสธและฝ่าฝืนย่อมตกนรก
1.6         การศรัทธาต่อกฎสภาวะ เป็นความเชื่อว่าอัลลอฮทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างและทรงกำหนดสภาวการณ์ของทุกสิ่งนั้นเอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน ทุกประการล้วนเป็นไปตามพระประสงค์และความต้องการของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นมา ดังนั้นหากพระองค์ทรงประสงค์ในสิ่งใดแล้วมันย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และหากไม่ทรงประสงค์ในสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นก็ย่อมมิอาจเกิดขึ้นมาได้ อำนาจในการกำหนดความเป็นไปทั้งหลายล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
     จากหลักศรัทธาทั้ง 6 ข้อนี้ มุสลิมทุกคนต้องศรัทธาและเชื่อมั่นอย่างเคร่งครัด พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานคือพระดำรัสจากอัลลออที่ส่งผ่านท่านศาสนฑูตมูฮัมหมัดมายังประชาชาติ ซึ่งจะมีแนวทางและหลักปฏิบัติของอิสลามในทุกๆด้าน รวมถึงแนวทางในการออกกำลังกายด้วย

2.   หลักศาสนบัญญัติมี 5 ประการ ดังนี้

2.1         การกล่าวปฏิญาณตน เป็นความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออัลลอฮและได้ปฏิญาณตนว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ มูฮัมมาดัรรอซูลูลอฮหมายความว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮและมูฮัมหมัดคือศาสนฑูตของอัลลอฮ เป็นการยืนยันว่าไม่เคารพสักการะต่อสิ่งใดนอกจากพระองค์ ดังนั้นมุสลิมทุกคนจึงไม่อาจทำการเคารพสักการะต่อบุคคลหรือสิ่งใดในจักรวาลนอกจากอัลลอฮเท่านั้น มิฉะนั้นก็จะทำให้สภาพความเป็นมุสลิมกลายเป็นโมฆะไปในทันที
2.2         การละหมาด เป็นการสำรวมกาย วาจา และจิตใจมุ่งตรงสู่อัลลออ โดยมุสลิมทุกคนจะต้องละหมาดวันละ 5 เวลา ช่วงเวลาของการละหมาดในแต่ละวันถือเป็นโอกาสอันสำคัญที่มุสลิมได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าให้เข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อยืนยันความศรัทธาและคำสัตย์ปกิญาณ โดยการปฏิบัติตนตามรูปแบบและระเบียบวิธีที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านศาสนฑูตมุฮัมหมัด ซึ่งการละหมาดถือเป็นเสาหลักของสาสนาอิสลาม
2.3         การถือศีลอด มุสลิมผู้บรรลุศาสนภาวะทุกคนทั้งชายและหญิงจะต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเพียงหนึ่งเดือนในรอบปีเพื่อการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ โดยต้องงดเว้นการรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนข้องดเว้นต่างๆทั้งทางกาย วาจา หรือจิตใจ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้วาจาหยาบคาย แม้จะถูกด่าทอ ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามขณะถือศีลอดมุสลิมก็ต้องไม่ตอบโต้ โดยจะปฏิบัติตั้งแต่แสงอรุณจับขอบฟ้าจนกระทั่งดวงอาทิตยืลับขอบฟ้า
2.4         การจ่ายซะกาต (ทานบังคับ) เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องสละทรัพย์ของตนในอัตราร้อยละ 2.5 ให้แก่บุคคลที่มีสิทธิ์รับซึ่งมี 8 ประเภทด้วยกัน คือ คนยากจน คนอนาถา ผู้เข้ารับอิสลามใหม่ ผู้ทำหน้าที่จัดเก็บและจ่ายซะกาต ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทาสและเชลยศักดิ์ ผู้อยู่ในหนทางของอัลลอฮ และผู้เดินทางพลัดถิ่น โดยมุสลิมมีความเชื่อว่าทรัพย์สินในครอบครองทั้งหลายของตนนั้นแท้จริงแล้วมาจากความโปรดปรานของอัลลออทั้งสิ้น มุสลิมจะต้องเสียสละทรัพย์สินส่วนหนึ่งด้วยความเต็มใจและมีความสุขที่ได้ใช้จ่ายทรัพย์สินที่ได้รับการประทานจากอัลลอฮไปตามวิถีทางของพระองค์
2.5         การประกอบพิธีฮัจย์ เป็นศาสนบัญญัติสำคัญประการหนึ่งที่ศาสนาอิสลามกำหนดให้มุสลิมต้องปฏิบัติครั้งหนึ่งในชีวิตหากมีความสามารถภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด คือ มีร่างกายที่แข็งแรง มีทรัพย์สินที่เพียงพอ เป็นการประกอบศาสนกิจอีกรูปแบบหนึ่งของการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ ณ นครมักกะฮ ประเทศซาอุดิอารเบีย

          จากหลักปฏิบัติทั้ง 5 ข้อนี้เป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เว้นแต่การประกอบพิธีฮัจย์ที่อาจยกเว้นในรายที่ไม่มีความสามารถที่จะปฏิบัติภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด การละหมาดนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหลักของศาสนาอิสลามแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เป็นการปฏิบัติศาสนกิจที่ให้ประโยชน์เสมือนการออกกำลังกาย เพราะการละหมาดนั้นเป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างทั่วถึง โดยมีการลุกขึ้นและนั่งลงเมื่อลุกขึ้นที่ตำแหน่งเดิม น้ำหนักจะอยู่ที่ส่วนล่างของเท้า กล้ามเนื้อน่องและต้นขาจะถูกกระตุ้น ทำให้มีการไหลเวียนของเลือดไปยังส่วนล่างของร่างกายซึ่งสำคัญมาก นอกจากนี้ยังมีการยืนตรง ยืนโค้งตัว หมอบ เมื่อข้อกระดูกสันหลังถูกเปลี่ยนท่าจึงมีโอกาสน้อยที่จะเกิดโรคที่ข้อกระดูกของกระดูกสันหลัง อีกทั้งเมื่อเรายืนเลือดจะไหลไปที่สมองแต่มันไม่เพียงพอต่อสมองที่มีสุขภาพดี การสุญูด (การก้มกราบ) ในระหว่างการละหมาดจะทำให้เลือดไหลไปยังสมองเป็นจำนวนมากซึ่งสำคัญต่อสุขภาพสมองและยังทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณหน้าซึ่งช่วยในการป้องกันโรค การละหมาดนั้นต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและเป็นระเบียบตามเวลาที่อัลลอฮได้กำหนดไว้ในอายะฮที่ 103 ความว่า

          แท้จริง การละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลา (ถูกกำหนดไว้ในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง 5 เวลา) ไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย

          การออกกำลังกายที่ดีนั้นต้องกระทำกันเป็นประจำทุกวัน ดังนั้นการละหมาดเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่มุสลิมทุกคนสามารถปฏิบัติได้
          นอกจากการละหมาดแล้วการประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน การประกอบพิธีฮัจญ์เป้นการออกกำลังกายที่หนักกว่าการละหมาด เพราะต้องเดินรอบกะอ์บะฮ์ (วิหารอันศักดิ์สิทธ์ถือเป็นบ้านของอัลลอฮ) 7 รอบ ต้องเดินไปกลับ 7 รอบระหว่างภูเขาซอฟาอและภูเขามัรวะฮ คิดเป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร การวุกูฟ (การพักแรมอย่างน้อยถึงหลังเที่ยงคืน) ที่ทุ่งอะรอฟะฮ์ และต้องเดินทางไกล
          นอกจากนั้นแล้วการยิงธนู การขี่ม้า เป็นการออกกำลังกายที่สำคัญมากในศาสนาอิสลาม ซึ่งได้มีการปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยท่านศาสนฑูตมูฮัมหมัด โดยการออกกำลังกายในแบบฉบับของท่านศาสนทูตมีหลายประเภทเริ่มตั้งแต่การเดินเท้า การขี่ม้า การยิงธนู การปล้ำ การแข่งขัน และการว่ายน้ำ ดังคำกล่าวของท่านศาสนทูตความว่า

          แท้จริงสิทธิของพวกเขา (ลูกๆ) ที่มีเหนือบิดาของพวกเขาคือ การสอนคัมภีร์ของอัลลอฮ การยิงธนูและการว่ายน้ำ
(รายงานโดยอัดดาเราะกุฏนีย์)

          ทุกสิ่งนอกเหนือจากการรำลึกถึงอัลลออถือว่าเป็นการสนุกสนานหรือการละเล่น เว้นแต่สี่ประการดังต่อไปนี้ คือ การเดินของบุคคลไปยังที่หมายสองที่ คือ เพื่อยิงธนู เพื่อการฝึกขี่ม้า การหยอกล้อกับภริยา และการฝึกว่ายน้ำ

          “ท่านศาสดาได้จัดให้มีการแข่งม้าและให้รางวัลแก่ผู้ชนะ”               
                                                                                                    (รายงานโดย อะหหมัด)

          ศาสนาอิสลามเป็นระบอบแห่งการดำเนินชีวิตของมุสลิมทุกคน หลักคำสอนของศาสนาอิสลามจะครอบคลุมทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ในทุกระดับและทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ การดำเนินชีวิตในสังคม และไม่เว้นแม้แต่เรื่องสุขภาพ โดยศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค ห้ามมิให้มนุษย์นำตัวไปในทางที่ทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเอง ซึ่งอัลลอฮได้บัญญัติไว้ในอัลกุรอานอายะฮที่ 195 ความว่า

          จงอย่าโยนตัวพวกเจ้าสู่ความพินาศ และจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย

          “ร่างกายของคนเรานั้นมีสิทธิที่จะได้บริโภคอาหารที่ดี มีที่พำนักอาศัยที่ดี มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ที่ดี รวมทั้งมีสิทธิที่จะได้รับการปกป้อง และบำบัดรักษาเมื่อมีโรคภัยมาคุกคามตลอดจนมีสิทธิที่จะได้รับการพักผ่อนและการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ
(บันทึกโดย อับดุลลาะฮ อัล-อุลวาน)
    
          จากคำกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มุสลิมทุกคนควรดูแลตนเองในทุกๆเรื่อง ควรเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ มีที่อยู่อาศัยที่ดีและสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีซึ่งน่าจะหมายรวมถึงการมีบ้านเรือนที่สะอาดและเป็นระเบียบเช่นเดียวกันเสื้อผ้าที่สวมใส่ควรสะอาดและเรียบร้อย นอกจากนี้มุสลิมทุกคนควรดุแลตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีและป้องกันการเกิดโรค โดยการพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการไม่เอาใจใส่ดูแลสุขภาพและป้องกันตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นอาจนำตนเองไปสู่ความทุกข์ยากลำบากและอาจรวมถึงเป็นการนำตนเองสู่ความพินาศด้วย
          ท่านศาสนฑูตมูฮัมหมัดได้กล่าวถึงสุขภาวะไว้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมปัจจัยแห่งสุขภาวะไว้อย่างเป็นองค์รวมเป็นอย่างยิ่ง ท่านกล่าวว่า

         ผู้ใดตื่นเช้าขึ้นมามีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีจิตใจที่สงบร่มเย็น ไม่มีความวิตกกังวลทุกข์ร้อน มีอาหารสำหรับบริโภคในวันนั้น ก็ประหนึ่งว่าเขาผู้นั้นได้ครองโลกไว้ทั้งโลก
(บันทึกโดย ติรมีซีย์ อิบนิมายะฮ์ บุคอรี)

          จากคำกล่าวของท่านศาสนฑูตสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อเรื่องของสุขภาวะ โดยถือว่านั่นคือความโปรดปรานอันสูงสุดที่มนุษย์พึงได้รับจากอัลลอฮ
          การมีร่างกายที่แข็งแรงและการมีสุขภาพที่ดีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความโปรดปรานจากอัลลอฮ ดังนั้นการรักษาความแข็งแรงและสุขภาพของร่างกายถือเป็นการตระหนักในความโปรดปรานของอัลลอฮ ทั้งเป็นการขอบพระคุณต่อพระองค์ด้วย ท่านศาสนทูตได้ย้ำในเรื่องนี้โดยกล่าวความว่า

          ผู้สรัทธาที่เข้มแข็งย่อมดีกว่าและเป็นที่รักของอัลลอฮยิ่งกว่าผู้ที่อ่อนแอ
(รายงานโดยมุสลิม)

          จะเห็นได้ว่าศาสนาอิสลามให้ความสำคัญเรื่องความสมบูรณ์ของร่างกาย เพราะการปฏิบัติภารกิจทางศาสนาหลายอย่างต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรงและมีสุขภาพดี ผู้ที่ขาดความแข็งแรงหรือสุขภาพที่ไม่ดีส่วนใหญ่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นที่มีความแข็งแรงและมีสุขภาพดี
          ศาสนาอิสลามได้กำหนดมาตรการมากมายเกี่ยวกับการดำรงรักษาและเสริมสร้างสุขภาวะได้แก่ หน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องดุแลรักษาสุขภาพของตนเอง การให้ความสำคัญเรื่องความสะอาด การบริโภคอาหาร การห้ามพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย และการห้ามการกระทำที่เป็นการทรมานร่างกาย โดยมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีมีดังนี้

          1. ศาสนาอิสลามถือว่าการดูแลสุขภาวะนั้นเป็นหน้าที่สำหรับมนุษย์ ดังที่ท่านศาสนฑูตมูฮัมหมัดได้กล่าวไว้ว่า

               และสำหรับร่างกายของเจ้านั้นเป็นหน้าที่ซึ่งเจ้าต้องดูแลมัน  
                                                                                                 (บันทึกโดย บุคอรี มุสลิม)

          2. ศาสนาอิสลามส่งเสริมการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย

          3. ศาสนาอิสลามห้ามการกระทำที่เป็นการทรมานร่างกาย

          เมื่อพิจารณามาตรการทั้งสามประการจะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพเป็นหน้าที่ที่มุสลิมทุกคนทุกวัยต้องปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงสามารถปฏิบัติภารกิจทางศาสนาได้อย่างสมบูรณ์ การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้มุสลิมมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่การออกกำลังกายนั้นควรปฏิบัติอย่างพอประมาณไม่หักโหมจนเกิดอันตรายต่อสุขภาพ


สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกกำลังกายตามหลักศาสนาอิสลาม


          ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายในรูปแบบที่ถูกต้องตามหลักการอิสลาม ซึ่งการออกกำลังกายตามหลักศาสนาอิสลามควรคำนึงถึง 7 ประเด็น ดังนี้

          1. การตั้งเจตนา

          ศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญในเรื่องความมีเกียรติของความรู้สึก เป้าหมายและความตั้งใจอันสูงส่งบริสุทธิ์ ดังที่ท่านศาสดากล่าวว่า

         แท้จริงการกระทำทั้งหลายขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และทุกคนจะได้รับผลตอบแทนตามความตั้งใจของเขา                                                                                                                                                                                                                                             (บันทึกโดยมุสลิม)

          จากคำกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการงานต่างๆที่ถูกอนุมัติตามหลักศาสนา หากไม่มีการกระทำร่วมกับการตั้งเจตนา การงานเหล่านั้นก็จะไม่ให้ผลบุญใดๆแก่ตัวผู้กระทำ เนื่องจากการกระทำบางอย่างอาจกระทำเพื่อสิ่งอื่นๆที่มิใช่เพื่ออัลลอฮฺ แม้แต่ในกิจวัตรประจำวันของมุสลิมก็เช่นเดียวกัน  กิจกรรมเหล่านั้นจะถูกแปรสภาพเป็นการแสดงความจงรักษ์ภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเจตนาที่ดี ตัวอย่างของการตั้งเจตนาในการออกกำลังกาย เช่น ตั้งเจตนาในการออกกำลังกายเพื่อให้ตนเองมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเพื่อจะได้ปฏิบัติศาสนกิจต่ออัลลอฮอย่างเต็มที โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ต่างๆตามที่ศาสนาอิสลามกำหนดและต้องไม่มีสิ่งต้องห้ามที่ขัดกับหลักศาสนามาเกี่ยวข้องในการออกกำลังกายนั้นๆด้วย แต่การตั้งเจตนาในเรื่องการออกกำลังกายด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆที่ผิดหลักศาสนานั้นย่อมส่งผลให้การอกกำลังกายเป็นสิ่งต้องห้าม เช่น การเล่นกีฬาเพื่อให้ตนเองดูดีมีสง่าเป็นที่ดึงดูดของเพศตรงข้าม หรือเพื่อต้องการให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เป็นต้น
          การปฏิบัติศาสนกิจในศาสนาอิสลาม  จะเริ่มต้นด้วยการตั้งเจตนาทั้งสิ้น หากปฏิบัติศาสนกิจโดยปราศจากการตั้งเจตนาแล้วถือว่าศาสนกิจนั้นกระทำโดยเปล่าประโยชน์และหากการปฏิบัติศาสนกิจใดๆตั้งเจตนานอกเหนือจากคำบัญชาของอัลลอฮฺแล้ว ถือว่าผิดหลักศาสนาอิสลามและจะได้รับการลงโทษในวันปรโลก เช่น การละหมาด ตั้งเจตนาเพื่อโอ้อวด การแจกจ่ายเงินบริจาคเพื่ออวดบารมี เป็นต้น 

          2. การแต่งกาย


          การแต่งกายตาหลักศาสนาอิสลามนั้นมีวัตถุประสงค์หลักๆ สองประการ ประการแรกเพื่อปกปิดร่างกาย ถือว่าเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องปกปิดสิ่งพึงสงวนไว้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ตามลำพังคนเดียวก็ตาม ประการที่สองเพื่อเป็นการทำให้บุคลิกลักษณะสง่างาม การไม่ปกปิดเอาเราะฮฺ (การปกปิดร่างกายตามหลักศาสนาอิสลาม) และการสัมผัสเอาเราะฮฺของผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเช่นเดียวกัน  ยกเว้นในกรณีทีมีความจำเป็น เช่น การรักษาพยาบาล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากการมองในกรณีนี้ก่อให้เกิดอารมณ์ความใคร่ การมองนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นเดียวกันเพราะมันจะนำมาซึ่งการทำบาป อัลลอฮฺได้ตรัสเกี่ยวกับการแต่งกายไว้ในซูเราะห์อัลอะอ์รอฟโองการที่ 26 ว่า

          “โอ้เผ่าพันธุ์ของอาดัม แท้จริงเราได้ส่งลงมาให้แก่พวกเจ้า ซึ่งเครื่องนุ่งห่มที่ใช้ปกปิดส่วนอนาจารของพวกเจ้าและเป็นเครื่องประดับ (เพื่อความสวยงาม) และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรงนั่นแหละเป็นสิ่งประเสริฐสุด นั้นเป็นหนึ่งจากบรรดาสัญลักษณ์แห่งอัลลอฮฺ เพื่อพวกเขาจะได้สำนึก (ในบัญชาของพระองค์)

          จากคำกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า เหตุผลที่สำคัญของการกำหนดให้ปกปิดเอาเราะฮฺในศาสนาอิสลามนั้น เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ป้องกันการผิดประเวณี เพราะการไม่ปกปิดเอาเราะฮฺนั้นเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม และนำมาซึ่งการทำบาปคือการผิดประเวณี
          การแต่งกายของมุสลิมตามหลักศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้คือ เสื้อผ้าที่ใส่จะต้องปกปิดร่างกายทั้งหมดยกเว้นที่เปิดเผยได้คือใบหน้าและมือ ไม่สวมเสื้อผ้าที่บางจนเห็นเรือนร่างภายใน ไม่รัดรูปจนเห็นภาพพจน์เรือนร่าง โดยเฉพาะส่วนนูนส่วนเว้า ถึงแม้ว่าเสื้อผ้านั้นจะไม่บางก็ตามที เพราะเสื้อผ้าประเภทนี้ เป็นเป้าสายตาและมักจะยั่วยวนอารมณ์ใคร่ของเพศตรงข้าม และสตรีจะต้องไม่สวมเครื่องแต่งกายที่เป็นของเพศชาย ในการเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่นั้น ต้องไม่ลอกเลียนแบบผู้หญิงที่มิใช่มุสลิม เพราะอิสลามไม่ยอมรับการทำตามแนวทางที่มิใช่อิสลาม

          ดังนั้นในบริบทของการออกกำลังกายสำหรับมุสลิม ควรระวังในเรื่องการแต่งกายที่จะต้องปกปิดเอาเราะฮฺ รวมทั้งทำความเข้าใจถึงหลักศาสนาอิสลามเกี่ยวกับการปกปิดเอาเราะฮฺอย่างแท้จริงเพื่อนำมาสู่การปฏิบัติการออกกำลังกายที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม เครื่องแต่งกายสำหรับสตรีในการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามและหลักเวชศาสตร์การกีฬา รวมทั้งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของสตรีมุสลิมถือว่าเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

          3. สถานที่

          ศาสนาอิสลามเน้นการป้องกันมิให้มุสลิมถลำไปสู่การกระทำผิดหลักศาสนา อิสลามต้องการให้มุสลิมอยู่อย่างสันติ อยู่ในบรรยากาศที่เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่อัลลอฮฺทรงประทานมา ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่เป็นสื่อนำให้เกิดการกระทำที่ออกนอกลู่นอกทางผิดหลักศาสนาอิสลามเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประเด็นของการออกกำลังกาย สถานที่ถือว่าอิสลามให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องไม่มีการปะปนกันระหว่างชายหญิง เนื่องจากการออกกำลังกายนั้น มีการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆทำให้มองเห็นสรีระ ร่างกายของสตรี ซึ่งย่อมเป็นที่ดึงดูดและเป็นเป้าสายตาของเพศตรงข้ามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจนำมาซึ่งทำบาป ท่านศาสนทูตได้กล่าวความว่า

          ผู้หญิงนั้นเป็นเอาเราะฮฺ ดังนั้นเมื่อนางออกนอกบ้านไปเหล่าชัยฏอน จะเพ่งมองนางด้วยความยินดีที่จะหลอกลวงนาง
                                                                                                    (บันทึกโดย อัลตัรมีซีย์)

          ชายและหญิงมุสลิมไม่ได้รับอนุญาตให้มองซึ่งกันและกันยกเว้นเท่าที่มีความจำเป็นเท่านั้น เขาทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่กันเพียงลำพังสองต่อสอง ไม่ว่าที่ไหน และเวลาใดก็ตาม
          ดังนั้น ในบริบทของการออกกำลังกาย จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าสถานที่ใดที่เหมาะสมสำหรับมุสลิม โดยเฉพาะสตรี ซึ่งจะต้องไม่เป็นเป้าสายตาของเพศตรงข้ามและสถานที่ต้องไม่ปะปนชายหญิง ควรแยกแยะให้ชัดเจน เพื่อให้พวกนางรอดพ้นจากสายตาของชายอื่น

          4. เวลา

          ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาอย่างยิ่ง มุสลิมไม่ควรหลงระเริงกับกิจกรรมทางโลก รวมทั้งการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาจนลืมศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติ หรือกระทบต่อภาระหน้าทีที่ตนเองต้องรับผิดชอบ มุสลิมควรแบ่งเวลา หรือกำหนดช่วงเวลาให้เหมาะสม เช่น มุสลิมมีหน้าที่ต้องละหมาดวันละ 5 เวลา ซึ่งได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน และควรให้ความสำคัญกับการรักษาเวลาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงเวลาละหมาดอัศรี คือช่วงเวลาประมาณสิบห้านาฬิกาสามสิบนาทีจนถึงสิบแปดนาฬิกายี่สิบนาที ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่ประชาชนทั่งไปนิยมออกกำลังกาย เล่นกีฬา จนบ่อยครั้งที่เพลิดเพลินจนละเลยการละหมาด อีกทั้งหลังจากช่วงเวลาละหมาดอัศรีเป็นเวลาละหมาดมัฆริบ คือเวลาประมาณสิบแปดนาฬิกายี่สิบนาทีจนถึงสิบเก้านาฬิกาสามสิบนาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ต้องปฏิบัติศาสนกิจ ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวพึงระวังในการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายหรือกิจกรรมอื่นๆ เพราะจะทำให้เพลิดเพลิน หรือทำให้ไม่พร้อมที่จะปฏิบัติศาสนกิจได้ (การียา,2553) อัลลอฮฺได้ตรัสเกี่ยวกับการละหมาดไว้ในอายะฮฺอันนิสาอ์โองการที่ 103 ว่า

        แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลา (ถูกกำหนดไว้ในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งห้าเวลา)

          5. ท่าทาง / พิธีกรรม

          ศาสนาอิสลามกำหนดให้มุสลิมดำรงตนแตกต่างไปจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมในด้านต่างๆ ไม่อนุญาตให้มุสลิมลอกเลียนแบบหรือทำตามศาสนาอื่นๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ประเพณี ท่าทาง หรือพิธีกรรมต่างๆ

          ผู้ใดเลียนแบบการทำตัวเหมือนชนกลุ่มใด ผู้นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้น

              ดังกรณีการเล่นโยคะ ศาสนาอิสลามจะอนุญาตให้เล่นได้นั้นต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 

          1) ก่อนการเล่นโยคะจะต้องไม่มีความเชื่อใดๆมากระตุน หรือว่าเป็นเงื่อนไขก่อนการเล่น ทำท่าทางเสมือนการออกกำลังกายแต่เป็นท่าทางโยคะโดยปราศจากความเชื่ออื่นใดมาเจือปนทั้งสิ้น เช่นนี้มุสลิมก็สามารถจะเล่นได้ 
          2) หากผู้เล่นเป็นมุสลิมมะฮฺ (ผู้หญิงที่นับถือศาสนาอิสลาม) จะต้องเล่นโยคะภายในห้องของนางเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เล่นร่วมปะปนกับเพศตรงข้ามที่แต่งงานกับนางได้และหากเป็นมุสลีมีน (ผู้ชายที่นับถือศาสนาอิสลาม) ก็ต้องไม่ร่วมเล่นปะปนกับเพศตรงข้ามที่แต่งงานกีบเขาได้เหมือนกัน 
          3) ขณะเล่นโยคะจะต้องไม่มีเสียงดนตรีประกอบการเล่นโยคะ 
          4) ต้องไม่เล่นโยคะจนกระทั่งเลยเวลานมาซ 

          เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 สภาฟัตวาแห่งชาติมาเลเซีย ซึ่งมีอำนาจในการออกกฎระเบียบปฏิบัติของชาวมุสลิม ได้ประกาศฟัตวา หรือคำวินิจฉัยหลักปฏิบัติทางศาสนาอิสลาม ว่าการฝึกโยคะถือเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับชาวมุสลิม ในคำวินิจฉัยระบุว่า โยคะประกอบด้วยการปฏิบัติพิธีกรรมของศาสนาฮินดู ซึ่งจะบั่นทอนความศรัทธาต่อศาสนาอิสลาม แม้คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถือเป็นข้อผูกมัดตายตัว ทว่าตามปรกติชาวมุสลิมผู้มีศรัทธาจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

          6. ดนตรีประกอบ

          ขอบเขตที่ต้องปฏิบัติในประเด็นของการร้องเพลงและดนตรีประกอบคือ เนื้อหาของเพลงต้องไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม ตัวอย่างเช่น ถ้าหากเพลงมีเนื้อหาสรรเสริญเครื่องดื่มมึนเมา เชิญชวนผู้คนให้มาดื่ม การร้องเพลงชักชวนให้มีการชู้สาว เป็นต้น การร้องเพลงหรือฟังเพลงประเภทนี้ถือว่าผิดหลักศาสนาอิสลาม บางครั้ง เนื้อหาของเพลงอาจไม่ขัดต่อหลักศาสนา แต่ลักษณะการร้องเพลงก็อาจจะนำมาซึ่งการผิดหลักศาสนาได้ เช่น การร้องเพลงโยกย้ายร่างกายในลักษณะที่ก่อให้เกิดการยั่วยวนอารมณ์ทางเพศ ศาสนาอิสลาต่อต้านการเกินพอดีและการฟุ่มเฟือยในทุกๆสิ่ง แม้แต่ในเรื่องของการปฏิบัติศาสนกิจ ดังนั้นอิสลามจึงไม่อนุญาตการบันเทิงที่เกินขอบเขตมุสลิมไม่ควรที่จะสิ้นเปลืองเวลามากมายจนเกินไปในกิจกรรมเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม แต่ละคนเป็นผู้ตัดสินที่ดีที่สุดของตัวเอง หากการร้องเพลงประเภทใดเร่งเร้าความรู้สึกที่นำตัวเองไปสู่ความบาปหรือกระตุ้นสัญชาติญาณแห่งสัตว์และทำให้จิตใจมืดบอ เขาจะต้องหลีกเลี่ยงเพื่อเป็นการปิดประตูแห่งอารมณ์ใฝ่ต่ำ ข้อตกลงสุดท้ายที่เป็นเอกฉันท์คือ ถ้าหากการร้องเพลงทำไปพร้อมกับกิจกรรมที่ผิดหลักศาสนา ตัวอย่างเช่น การร้องเพลในงานเลี้ยงที่มีการดื่มเหล้าหรือหากว่ามีการผสมกับสิ่งที่ลามกหยาบโลนและสิ่งที่เป็นบาป การร้องเพลงนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหลักศาสนา

          บางคนจากหมู่ประชาชาติของฉันจะดื่มสุราโดยเรียกมันเป็นอย่างอื่น ขณะเดียวกันพวกเขาจะฟังนักร้องที่มีเครื่องดนตรีประกอบ อัลลอฮฺจะทำให้โลกกลืนพวกเขาและจะทำให้พวกเขาบางคนกลับกลายเป็นลิงและหมู

          บทบัญญัติอิสลามอนุญาตให้มีการร้องเพลงได้ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น ในการนำมาประยุกต์ใช้ในการออกกำลังกายต้องพึงระมัดระวังให้อยู่ภายเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และเพื่อป้องกันความผิดพลาดควรผ่านการพิจารณาจากผู้รู้ทางศาสนาอิสลามก่อนที่นำมาประยุกต์ใช้

          7. ความสัมพันธ์ผู้คนแวดล้อม

          ในหลักศาสนาอิสลามนอกจากจะห้ามการมองอย่างพินิจพิจารณาเพศตรงข้ามแล้ว ศาสนาอิสลามยังห้ามผู้หญิงกับผู้หญิงมองอย่างพินิจพิจารณาหรือสัมผัสร่างกายของกันและกัน ดังคำกล่าวของท่านศาสนทูตความว่า
          ห้ามผู้ชายมองไปยังเอาเราะฮของผู้ชายและห้ามผู้หญิงมองไปยังเอาเราะฮของผู้หญิงและห้ามชายกับชายอยู่ในผ้าผืนเดียวกันและห้ามผู้หญิงกับหญิงอยู่ในผ้าผืนเดียวกัน
(บันทึกโดยมุสลิม)
          ในบริบทของการออกกำลังกายต้องพึงระมัดระวังในเรื่องของการอยู่ตามลำพังระหว่างชายหญิงที่ไม่ใช่ภรรยา แม้แต่การมองอย่างพินิจพิจารณาหรือสัมผัสกันระหว่างหญิงกับหญิง นอกจากนั้นแล้ว อิสลามไม่อนุญาตให้กล่าวคำเยาะเย้ย ติฉิน นินทา ในระหว่างการออกกำลังกายต้องไม่มีการพนันมาเกี่ยวข้อง การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ


มุสลิมกับการออกกำลังกายแอโรบิคและโยคะ

      อิสลามสนับสนุนให้มุสลิมชาย (มุสลิมีน) และมุสลิมหญิง (มุสลิมะฮฺ) ดูแลสุขภาพของตนเอง เพราะผู้ที่มีสุขภาพที่สมบูรณ์นั้น เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นกระบวนการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อที่จะประกอบอิบาดะฮต่อพระองค์อัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์แบบและครบถ้วน 
        การออกกำลังกายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพร่างกายที่สมบูรแข็งแรง ทำให้มีจิตใจที่สงบร่มเย็น และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จึงจำเป็นยิ่งที่ทั้งมุสลิมชาย และมุสลิมหญิงหาเวลาว่างในการออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ
          สำหรับมุสลิมะฮฺนั้น สามารถออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ลดพุงหรือความอ้วน นั้นมีหลายวิธีที่เหมาะสม อันได้แก่ การทำงานบ้าน การปลูกผักปลูกต้นไม้ประดับ การเดินไปเดินมาภายในบ้าน รวมถึงการควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ เป็นต้น


เงื่อนไขสำหรับมุสลิมในการออกกำลังกายแบบแอโรบิค

       1. ต้องไม่ใช่ที่ปะปนระหว่างชายหญิง (คือถ้าเป็นสถานที่รวมต้องมีเฉพาะสตรี) ต้องไม่เป็นที่เปิดเผย (คือต้องอยู่ในสถานที่ปกปิด) หรือที่สาธารณะมีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ออกกำลังกายแอโรบิคควรอยู่ในบริเวณบ้าน หรือบริเวณใกล้บ้าน มีญาติผู้หญิงร่วมออกกำลังกายอยู่ด้วย หรือมีมะฮฺร็อมคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ และปลอดภัยต่อสิ่งฟิตนะฮฺ
       2. มุสลิมะฮฺ ต้องปกปิดเอาเราะฮฺอย่างมิดชิด ไม่แต่งกายรัดรูป หรือเห็นที่สงวน
       3. ต้องไม่ออกกำลังกายแอโรบิค โดยเปิดเพลง หรือดนตรีประกอบ ไม่เต้นตามจังหวะเพลง (เสียงดนตรีเป็นที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม) แต่ ให้เน้นท่ากายบริหารเป็นหลัก 
         สำหรับการเล่นโยคะของมุสลิมะฮฺ ศาสนาอิสลามอนุญาตแต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขตามข้อ 1-3 ของการเต้นแอโรบิคข้างต้น และต้องไม่มีความเชื่อใด ๆ เกี่ยวกับการเล่นโยคะนี้ ซึ่งเดิมการเล่นโยคะมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งมีความเชื่อบางอย่างในการเล่นโยคะอยู่ด้วย


ประโยชน์ของการออกกำลังกาย


การมีสมรรถภาพทางกายที่ดี 

          การออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายมีการปรับตัวให้สามารถทำงานที่หนักขึ้นส่งผลให้กล้ามเนื้อและ กระดูกมีความแข็งแรงมากขึ้น สามารถประกอบภารกิจการทำงานได้มากขึ้น มีความอดทนและทำงานได้นานขึ้นมีความคล่องแคล่วว่องไว กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา มีน้ำหนักตัวที่สมส่วน เพราะการออกกำลัง กายและเล่นกีฬา สามารถช่วยลดไขมันในร่างกายและลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ทำให้มีรูปร่างและบุคลิกภาพที่ดี

ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล) ได้กล่าวว่า

          ผู้ศรัทธาที่มีความแข็งแรงย่อมประเสริฐและเป็นที่รักของอัลลอฮมากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ รายงานโดยมุสลิม


การมีจิตใจแจ่มใส อารมณ์เบิกบาน 

          จิตใจที่แจ่มใสอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง เมื่อร่างกายแข็งแรง ก็จะส่งผลให้จิตแจ่มใส เบิกบาน ไม่โมโหง่าย ไม่ใจร้อน มีความสุขุม รอบคอบ ยิ้มแย้มสดชื่นตลอดวันและช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

ดังคำปราชญ์ที่ว่า  

 “ การมีสติปัญญาดี (สมบูรณ์) นั้นอยู่ในร่างกายที่มีสุขภาพสมบูรณ์



       จัดทำโดย

        นางสาวซารีนา     ฮาแว                 5660401013
        นางสาวฟาดีละห์   ฮะยีมะแซ          5660401046
        นางสาวโซแอนณี  คณานุรักษ์         5660401050
        นางสาวรอฮานา   มะแด                 5660401053
        นางสาวรุสลีดา   แดเด๊าะ                5660401059
        นางสาวแวอาซียะห์ กมาลอดิง          5660401064
        นางสาวอัสมา    แรเฮ็ง                   5660401079
        นางสาวฮานาณี   ดามาแร               5660401089
              นางสาวฮุสนา    วานิ                      5660401092      
        นางสาวนูรไอนี   เจะมะ                   5660401100


            เสนอ อาจารย์นุชสรา ทรัพย์อินทร์




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น